BBC และ AFP รายงานว่านายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ผู้นำอังกฤษเดินทางถึงกรุงวอชิงตันดีซี เมื่อช่วงค่ำวานนี้ (พุธที่ 26 กพ.) ตามเวลาท้องถิ่น และมีกำหนดจะเข้าพบหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐในวันนี้ (พฤหัสที่ 27 กพ.) เพื่อกดดันทรัมป์ให้มีส่วนร่วมเป็นหลักประกันความมั่นคงใหักับยูเครน
สตาร์เมอร์ยืนยันว่าวิธีเดียวที่จะช่วยปกป้องยูเครนจากรัสเซียคือสหรัฐต้องมีบทบาทในการรับประกันความมั่นคงในยูเครน และว่าแม้สหรัฐจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับรัสเซีย แต่หากสหรัฐไม่ออกมาค้ำประกัน ก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้รัสเซียกลับไปรุกรานยูเครนในอนาคต
การเรียกร้องของสตาร์เมอร์มีขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ประกาศว่าหน้าที่รับประกันความมั่นคงให้ยูเครนเป็นความรับผิดชอบของชาติยุโรป ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ใช่หน้าที่ของสหรัฐ ทั้งนี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วทรัมป์ชมสตาร์เมอร์ว่า “เป็นคนดี” แต่แล้วก็ตบท้ายว่าสตาร์เมอร์และมาครงไม่ได้ทำอะไรเพื่อช่วยยุติสงครามในยูเครนเลย
ก่อนเดินทางมาสหรัฐ สตาร์เมอร์ได้ประกาศจะเพิ่มงบกลาโหมอังกฤษเป็น 2.5% ของ GDP ภายในปี 2570 เพิ่มจากเดิมที่ 2.3% ของ GDP ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่สงครามเย็น ทั้งนี้เพื่อเอาใจทรัมป์โดยเฉพาะ รวมทั้งเสนอที่จะส่งทหารอังกฤษเข้าร่วมในกองกำลังสันติภาพในยูเครนร่วมกับทหารฝรั่งเศส ขณะที่ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี้ ของยูเครนก็ลงทุนเปิดทางให้สหรัฐเข้าถึงแหล่งแร่ธาตุหายากของยูเครน โดยหวังให้ทรัมป์รับประกันความมั่นคงให้ยูเครน และจะเดินทางมาลงนามข้อตกลงกับทรัมป์ที่สหรัฐในวันศุกร์นี้ แต่ทรัมป์ก็ตอบปัดว่าการเข้าถึงแหล่งแร่ธาตุยูเครนถือเป็นการใช้หนี้สหรัฐของยูเครน
ทั้งนี้ชาติพันธมิตรยุโรปหวังที่จะให้สหรัฐเข้าไปมีส่วนร่วมเช่นช่วยปกป้องน่านฟ้ายูเครน, หรือมีบทบาทในด้านข่าวกรองและด้านลอจิสติกส์ให้กับทหารรักษาสันติภาพที่จะส่งไปยูเครน
หลายฝ่ายคาดการณ์กันว่าการพบปะระหว่างสตาร์เมอร์กับทรัมป์ในวันนี้ไม่น่าจะราบรื่นเท่าไร ขณะที่อดีตเจ้าหน้าที่ทูตสหรัฐในอังกฤษวิเคราะห์ว่าทรัมป์น่าจะพยายามกดดันให้สตาร์เมอร์เพิ่มงบกลาโหมให้มากกว่า 2.5% ของ GDP และว่าในที่สุดแล้วทรัมป์คงไม่ส่งทหารอเมริกันไปยูเครนอยู่ดี แต่อาจมีบทบาทด้านเศรษฐกิจแทน คืออาจใช้วิธีจูงใจให้นักธุรกิจอเมริกันเข้าไปลงทุนในยูเครน