“สมศักดิ์” ห่วงฝุ่น PM 2.5 กระทบประชาชน 38 ล้านคน เน้น 4 มาตรการ ดูแลกลุ่มเสี่ยงกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ

“สมศักดิ์” เตือนค่าฝุ่น PM 2.5 ยังสูงเกินมาตรฐานถึง 15 ม.ค.นี้ เน้นดูแลกลุ่มเสี่ยงกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ เน้น 4 มาตรการรับมือ ห่วงประชาชน 38 ล้านคนได้รับผลกระทบ

“สมศักดิ์” ห่วงฝุ่น PM 2.5 กระทบประชาชน 38 ล้านคน เน้น 4 มาตรการ ดูแลกลุ่มเสี่ยงกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ

 

ข่าวที่น่าสนใจ

9 มกราคม 2568 ที่ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมทางไกลติดตามสถานการณ์และเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก โดยมีนพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข และ สาธารณสุขทุกจังหวัด เข้าร่วมประชุม

 

 

 

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า การประชุมวันนี้ เพื่อติดตามสถานการณ์สิ่งแวดล้อม ฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 ที่มีแน้มโน้มสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพี่น้องประชาชน ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุข ก็ต้องมีความพร้อมในการดูแลสุขภาพของประชาชน จึงขอให้สาธารณสุขทุกจังหวัด สถานพยาบาล เตรียมความพร้อมป้องกันกลุ่มเสี่ยงตามมาตรการอย่างเคร่งครัด เพราะจากข้อมูล พบว่า ระหว่างวันที่ 11 ตุลาคม 2567 – 9 มกราคม 2568 มี 53 จังหวัด ที่ฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน โดยวันนี้ พบเกินมาตรฐานระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพหรือสีแดง (75 มคก./ลบ.ม.ขึ้นไป) จำนวน 11 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ เพชรบุรี สมุทรสาคร สระบุรี นครปฐม พิษณุโลก นนทบุรี สมุทรปราการ ระยอง สมุทรสงคราม และราชบุรี โดยสถานการณ์มีแนวโน้มเกินมาตรฐานไปจนถึงวันที่ 15 มกราคม 2568

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า มลพิษอากาศเป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตมากที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลก เป็น 1 ใน 5 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และเป็นปัจจัยเสี่ยงก่อโรคมะเร็ง ทั้งยังทำให้อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยลดลง 1.78 ปี กระทรวงสาธารณสุขจึงมีการเฝ้าระวังแจ้งเตือนประชาชนเมื่อค่าฝุ่นสูงและเตรียมความพร้อมดูแลสุขภาพ โดยมีประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบ 38 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วยโรคหอบหืด ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และเด็กเล็ก รวม 15 ล้านคน

ขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้เตรียมความพร้อมช่วยเหลือประชาชน ทั้ง ห้องปลอดฝุ่น จำนวน 4,700 ห้อง ใน 56 จังหวัด ซึ่งอยู่ในสถานบริการ สธ. 3,009 ห้อง ศูนย์พัฒนาเด็ก โรงเรียน 858 ห้อง อาคารสำนักงาน 457 ห้อง และร้านอาหาร 376 ห้อง รวมถึงเตรียมความพร้อม มุ้งสู้ฝุ่น นวัตกรรมที่ลดปริมาณฝุ่น ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงพื้นที่ปลอดฝุ่นภายในบ้าน โดยเฉพาะผู้ป่วยติดบ้าน ติดเตียง ซึ่งขณะนี้ มีมุ้งสู้ฝุ่น 1,338 ชุด ใน 34 จังหวัด

กระทรวงสาธารณสุข ยังมีข้อเสนอเพื่อดำเนินการคือ กิจกรรมแจกหน้ากากอนามัยให้กลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ประกอบอาชีพกลางแจ้ง อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กิจกรรมแจกมุ้งสู้ฝุ่น พร้อมหน้ากากอนามัย รณรงค์สร้างความรอบรู้ ในการดูแลสุขภาพจากมลภาวะทางอากาศ ส่วนการเฝ้าระวังโรคที่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสฝุ่น PM 2.5 คือ กลุ่มโรคทางเดินหายใจ กลุ่มโรคหัวใจหลอดเลือด กลุ่มโรคผิวหนังอักเสบ และกลุ่มโรคตาอักเสบ ซึ่งจะมีการคัดกรองสุขภาพเชิงรุกในชุมชนที่พบฝุ่นเกินค่ามาตรฐานด้วย

ทั้งนี้ ตนขอเน้นย้ำ 4 มาตรการหลัก คือ 1.สร้างความรอบรู้และส่งเสริมองค์กรลดมลพิษ พร้อมประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้และแจ้งเตือน รวมถึงนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการสื่อสารให้ความรู้และแจ้งเตือน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคหัวใจ และโรคระบบทางเดินหายใจ ให้เข้าถึงมากยิ่งขึ้น 2.ลดและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ โดยป้องกันกลุ่มเปราะบาง กลุ่มเสี่ยง ซึ่งกำหนดมาตรการ Work From Home และงดกิจกรรมกลางแจ้ง 3.จัดบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข โดยจัดทีมปฏิบัติการดูแลสุขภาพกลุ่มเสี่ยงในชุมชน และ 4.เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ โดยยกระดับศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์ (PHEOC) และสาธารณสุข ให้ตอบสนองทันท่วงที

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ผลกระทบต่อสุขภาพหากได้รับ PM 2.5 จะมีตั้งแต่อาการเล็กน้อย คือ ไอ จาม ระคายเคืองผิวหนัง ผื่น คัน แสบตา ตาแดง จนทำให้ปอดอักเสบ โดยหากได้รับในระยะยาว จะส่งผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบทางเดินหายใจ และถึงขั้นเป็นมะเร็งได้ ซึ่งกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ กลุ่มเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคระบบทางเดินหายใจ จะมีความเสี่ยงมากกว่าประชาชนทั่วไป โดยในช่วงที่มีค่า PM 2.5 เกินมาตรฐาน ก็ขอให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ดูแลป้องกันตัวเองดังนี้ 1.ติดตามสถานการณ์ PM 2.5 และปฏิบัติตามข้อแนะนำ 2.สังเกตอาการ เฝ้าระวังตัวเอง ถ้ามีอาการไอบ่อย แน่นหน้าอก คลื่นไส้ อาเจียน ควรพบแพทย์ 3.ช่วงที่มีค่าฝุ่นสูงควรอยู่ในอาคาร ลดหรืองดกิจกรรมนอกบ้าน 4.ถ้าจำเป็นต้องไปในพื้นที่ฝุ่นสูง ควรใส่หน้ากากป้องกันฝุ่น 5.หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายกลางแจ้ง 6.พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่นน้ำสะอาดให้มาก 7. ผู้มีโรคประจำตัวควรสำรองยาให้พร้อม และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ 8.กลุ่มเสี่ยง กลุ่มเปราะบาง ที่มีอาการผิดปกติควรอยู่ในห้องปลอดฝุ่น และ 9.รักษาสภาพแวดล้อมในบ้านให้สะอาด ทำความสะอาด ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดถูบ่อยๆ ไม่เผาขยะ ลดการจุดธูป และกิจกรรมอื่นที่สร้างฝุ่นเพิ่ม

นอกจากนี้ นายสมศักดิ์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ปัจจุบันฝุ่น PM 2.5 ได้เกินค่ามาตรฐาน 37.5 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ดังนั้น เมื่อค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน กระทรวงสาธารณสุข ก็ต้องดูแลสุขภาพในประชาชนกลุ่มเสี่ยง โดยจากตัวเลขสถิติของกรมควบคุมโรค มีผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง ช่วง 1 ตุลาคม 2566 – 31 ธันวาคม 2567 จำนวน 1,048,015 ราย แต่ข้อมูลชัดเจนป่วยจากการสัมผัสฝุ่นแน่นอน เพียง 28 ราย ซึ่งจากนี้ กระทรวงสาธารณสุข ก็จะเน้นดูแลกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ พร้อมดำเนินการสื่อสารแจ้งเตือนประชาชน ด้วยกลไล อสม. และ อาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.)ให้ความรู้เชิงรุกกลุ่มเสี่ยง และเปิดห้องปลอดฝุ่น มุ้งสู้ฝุ่น โดยกรมอนามัย จะดำเนินการให้กับประชาชน ซึ่งหากพบมีประชาชนเสี่ยง ก็จะมอบมุ้งสู้ฝุ่นให้ นอกจากนี้ ตนได้เน้นย้ำให้ กระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการตามแนวทาง 4 มาตรการ และสนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันในกลุ่มเสี่ยง

 

 

เมื่อถามว่า ค่าฝุ่น PM 2.5 เพิ่มสูงขึ้น แต่หลายคนยังไม่ตระหนัก จะให้คำแนะนำอย่างไร พญ.อัมพร กล่าวว่า ประชาชน ควรติดตามสภาพอากาศ จะได้ประเมินร่างกาย โดยของกรมอนามัย ได้มีแบบประเมินสุขภาพ หากพบมีความระคายเคือง แสบตา หรือ มีอาการผิดปกติ ก็ต้องพบหมอ รวมถึงควรเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง และควรสวมใส่หน้ากากอนามัยด้วย

นายสมศักดิ์ ยังกล่าวถึงกรณีเด็ก 3 ขวบเสียชีวิตที่เกิดจากเอนเทอโรไวรัส ว่า จากกรณีที่เกิดขึ้น ผลแลปยังไม่ออก โดยเอนเทอโรไวรัส เป็นกลุ่มโรคมือเท้าปาก ซึ่งจะมีตุ่ม โดยโรคเกิดจากความแออัด ระบบถ่ายเทอากาศไม่ดี ซึ่งส่วนใหญ่ จะเกิดในเด็ก ส่วนวิธีป้องกัน คือ กินร้อน ช้อนกลาง และล้างมือ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

"เกรียงศักดิ์" มองวิกฤตเป็นโอกาส – สหรัฐฯ ขึ้นภาษี 36% แนะไทยเร่งเจรจา
สธ.ลงพื้นที่ตรวจฝุ่น-สภาพอากาศ รอบบริเวณ "ตึกสตง." ถล่ม เยียวยาจิตใจญาติ "กัน จอมพลัง" จัดดนตรีช่วยคลายเครียด
"เนวิน" นำบรรยายแนวทางพัฒนาบุรีรัมย์ ฝากผู้ว่าฯ นายกอบจ. สร้างเปลี่ยนแปลงท้องถิ่น สนองพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวง ร.9
ผู้ช่วย รมว. กระทรวง อว.ลงพื้นที่การดำเนินงานขับเคลื่อนงานด้าน อววน. ผลักดันการท่องเที่ยวจากเมืองรองสู่เมืองหลักเขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี
DSI เปิดผัง "บริษัทจีน" สร้างตึกสตง. เบื้องหลังรับงาน 29 โครงการรัฐ พบใช้ 3 คนไทย เป็นนอมินีอำพรางถือหุ้น
“ทวี” ลั่นไม่ปล่อยแน่ หากพบมีผู้มีอิทธิพลเอี่ยว "บริษัทจีน" สร้างตึกสตง. ประสานตม.ตรวจเข้มคนเข้าออกประเทศ
จับตา “รอยเลื่อนภาคใต้” ตะลึง! ยาวสุด 270 กม. พิกัดใกล้ “เขื่อนยักษ์”
หลักฐานมัดตัว ลูกนักการเมืองท้องถิ่น เปิดปากเล่าปมฆ่า “น้องโฟกัส” ย่าไม่ให้อภัย อยากให้ประหารชีวิต
พาณิชย์จัดโครงการรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยม ปี 2568 DEmark 2025 ภายใต้แนวคิด“THE LIVABLE CREATION”: สร้างสรรค์ อย่างน่าอยู่
"อดีตสว.สมชาย" โพสต์แพทยสภา เลื่อนลงมติผลสอบชั้น 14 "มีกลิ่นตุ ๆ หรือผมคิดไปเอง"

ดู LIVE รายการ

X

เราใช้ คุ้กกี้ เพื่อให้ทุกคนได้ประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น