CBS และ CNN รายงานว่าทรัมป์ได้กล่าวปราศรัยต่อสมาชิกสภาคองเกรสเมื่อคืนที่ผ่านมา (อังคารที่ 4 มีค.) ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา และเป็นการแถลงในสภาคองเกรสที่ใช้เวลานานที่สุดในรอบ 61 ปีหรือนับตั้งแต่ปี 2507 คือ 1 ชั่วโมง 40 นาที
ระหว่างแถลง ทรัมป์ได้ชื่นชมผลงานของตัวเองในช่วง 6 สัปดาห์แรกของการทำงาน ภายใต้คำสั่งพิเศษประธานาธิบดี โดยเฉพาะผลงานของอิลอน มัสก์ และสำนักงานประสิทธิภาพรัฐบาลหรือ DOGE ที่มีปรับลดขนาดและค่าใช้จ่ายของหน่วยงานรัฐบาลกลางครั้งใหญ่แบบถ้วนหน้า ทำเอาสส.ริพับลิกันพากันปรบมือเกรียว ขณะที่สส.ฝายค้านจากพรรคเดโมแครตพากันโห่ฮาป่า โดยสส.แอล กรีนได้ถูกเชิญออกจากห้องประชุมหลังจากพยายามพูดขัดจังหวะ และกวัดแกว่งไม้เท้าใส่หน้าทรัมป์ ส่วนสส.เดโมแครตคนอื่นก็พร้อมใจกันประท้วงเงียบด้วยการชูป้ายสารพัดข้อความ เช่น “ไม่จริง”, และ “โกหก”
ทรัมป์ยังกล่าวปกป้องมาตรการการค้าที่แข็งกร้าวของตัวเอง รวมทั้งการประกาศสงครามการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างแคนาดา, เม็กซิโกและจีน ที่สร้างความปั่นป่วนและแรงกระเพื่อมไปทั่วโลกว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพราะสหรัฐถูกเอาเปรียบจากเกือบทุกประเทศทั่วโลกมานานหลายสิบปี ทั้งยังเมินคำเตือนของผู้เชี่ยวชาญที่ชี้ว่าสงครามภาษีจะส่งผลกระทบต่อชาวอเมริกันถ้วนหน้า ทั้งผู้บริโภค, เกษตรกร ตลอดจนการส่งออกของสหรัฐ โดยทรัมป์มั่นใจจะส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ทรัมป์ยังประกาศข่าวดีว่าเพิ่งได้รับหนังสือสำคัญจากประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี้ ที่บอกว่ายูเครนพร้อมที่จะขึ้นโต๊ะเจรจากับรัสเซียโดยเร็วที่สุด เพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมากว่า 3 ปี และว่ายูเครนพร้อมทำข้อตกลงพัฒนาแร่หายากกับทรัมป์
ผู้นำสหรัฐยังประกาศอีกครั้งว่าจะยึดคลองปานามากลับมาให้ได้ และจะหาทางชิงเกาะกรีนแลนด์มาจากเดนมาร์กให้ได้ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ก่อนที่จะปิดท้ายด้วยการคุยโม้ถึงอนาคตที่สวยหรูของอเมริกา โดยประกาศว่าเขาจะทำให้อเมริกาเป็นประเทศที่มีคุณภาพสูงสุด ผู้คนมีชีวิตที่มีคุณภาพ ร่ำรวย ปลอดภัย สุขภาพดีที่สุดในโลก และจะต้องกลับมาเป็นประเทศต้นๆเรื่องความก้าวหน้าทางวิทยาศาตร์ รวมทั้งจะต้องนำธงชาติอเมริกันขึ้นไปปักบนดาวอังคารให้ได้ โดยประกาศว่า “America is back” (อเมริกากลับมาแล้ว) และ “ยุคทองของอเมริกาได้เริ่มขึ้นแล้ว” ท่ามกลางการวอล์คเอ้าท์ของสส.พรรคเดโมแครต ที่ทยอยเดินออกจากห้องประชุมไปหลายสิบคน