หลังจากปล่อยให้ทั่วโลกลุ้นระทึกมานานหลายเดือน ในที่สุด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า สหรัฐฯจะเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้กับสินค้าจากทุกประเทศขั้นต่ำสุด 10% ส่วนอีกประมาณ 60 ประเทศ ที่เจ้าหน้าที่ในทีมงานทรัมป์ ตีตราว่า เป็น “ผู้กระทำผิดมากที่สุด” หรือ “ปฏิบัติกับสหรัฐฯอย่างเลวร้าย” เนื่องจากได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐฯ , ตั้งภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐสูง และกำแพงการค้าอื่น ๆ อย่างไม่เป็นธรรม ตั้งแต่ VAT ไปจนถึงมาตรฐานอาหาร จะถูกเก็บภาษีนำเข้าสูงกว่า ในอัตราครึ่งหนึ่งที่คู่ค้าเหล่านั้น เรียกเก็บจากสินค้าสหรัฐฯโดยเฉลี่ย
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวว่า ภาษีพื้นฐาน 10% มีผลบังคับใช้วันที่ 5 เมษายน ส่วนภาษีตอบโต้ที่สูงกว่า จะมีผลบังคับใช้วันที่ 9 เมษายน
ในระหว่างแถลงข่าว ที่ลานโรส การ์เดน นอกทำเนียบขาว ในงานอีเวนต์ที่มีชื่อว่า “Make America Wealthy Again” หรือทำให้อเมริกามั่งคั่งอีกครั้ง ประธานาธิบดีทรัมป์ ยกตารางการเก็บภาษีประเทศต่าง ๆ มาแสดง โดยแบ่งเป็น 3 ช่อง ซ้ายสุดเป็นรายชื่อประเทศ ช่องกลางขึ้นหัวว่า “ภาษีศุลกากรที่เรียกเก็บจากสหรัฐฯ รวมถึงการปั่นค่าเงินและกำแพงการค้าอื่นๆ” (Tariffs Charged to the USA Including Currency Manipulation and Trade Barriers) แถวขวาสุดเป็น ภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ แสดงอัตราภาษีใหม่ที่สหรัฐ จะเริ่มเก็บจากคู่ค้า
ประเทศไทย ที่เก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯโดยเฉลี่ย 72% จะถูกสหรัฐเรียกเก็บสินค้านำเข้าจากไทย 36% มหาอำนาจคู่ปรับอย่างจีน จะโดนภาษีที่ 34% พันธมิตรสำคัญอย่างสหภาพยุโรป 20% และญี่ปุ่น 24%
ทรัมป์ กล่าวว่า เขาใจดีมากแล้ว เพราะเก็บภาษีนำเข้าแค่ครึ่งเดียวจากภาษีที่ประเทศเหล่านี้คิดกับสินค้าส่งออกของสหรัฐฯ หลายสิบปีมาแล้ว ที่สหรัฐฯถูกปล้นสะดมภ์ และกระทำชำเราจากประเทศทั้งใกล้และไกล ทั้งเพื่อนและศัตรู
คนที่ร่วมฟังการแถลงข่าว มีทั้งรัฐมนตรี คนงานจากอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น เหล็ก น้ำมัน และก๊าซ พากันส่งเสียงเชียร์ ขณะทรัมป์ กล่าวว่า นี่คือการประกาศเอกราชทางเศรษฐกิจ ภาษีศุลกากรจะทำให้อเมริกามั่งคั่งอีกครั้งหนึ่ง ก่อนเสริมว่า นี่คือวันปลดแอก ที่จะถูกจดจำตลอดไปว่า เป็นวันที่อุตสาหกรรมอเมริกันถือกำเนิดขึ้นใหม่ และเป็นวันทวงคืนโชคชะตาของอเมริกา ทรัมป์บอกด้วยว่า เขาถือว่า วันนี้เป็นวันสำคัญที่สุดวันหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ
นักวิเคราะห์กล่าวว่า สงครามการค้าที่ลุกลามบานปลาย จะทำให้ชาวอเมริกันต้องจ่ายแพงขึ้นในการซื้อหาสินค้า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสหรัฐฯชะลอตัว และหลายประเทศทั่วโลกอาจดำดิ่งสู่เศรษฐกิจถดถอย เคน โรกอฟฟ์ อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF บอก BBC ว่าการตัดสินใจของทรัมป์ ไม่ต่างจากการหย่อนระเบิดนิวเคลียร์ลงระบบการค้าโลก ขณะที่ทรัมป์ ยืนยันว่า มาตรการเหล่านี้มีความจำเป็น เป็นเวลาหลายปีที่พลเมืองสหรัฐฯ ที่ทำงานหนักต้องนั่งเฉย ๆ อยู่ข้างสนาม ในขณะที่ประเทศอื่นๆ พากันร่ำรวยและมีอำนาจ บนความเสียหายของสหรัฐฯ ถึงเวลาที่สหรัฐฯจะเจริญรุ่งเรืองเสียที