สำนักข่าว CNN รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ ในอัตรา 34 % กับสินค้านำเข้าทุกประเภทจากจีน เมื่อรวมกับภาษีนำเข้า 20% ที่รัฐบาลทรัมป์ประกาศเรียกเก็บก่อนหน้านี้ โดยอ้างว่าเพื่อลงโทษที่จีนล้มเหลวสกัดกั้นเฟนทานิลเข้าไปในสหรัฐฯ หมายความว่า จีนจะโดนภาษีนำเข้าแบบเหมารวมของสหรัฐฯ ในอัตราสูงถึง 54% อันจะทำให้สินค้ามากมายหลายอย่าง ที่ซื้อจากจีนไปขายให้กับผู้บริโภคอเมริกัน เพิ่มสูงขึ้นอย่างยากหลีกเลี่ยง
สถิติเมื่อปีที่แล้ว สหรัฐฯนำเข้าสินค้าจากจีน เป็นมูลค่า 4 แสน 3 หมื่น 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มากเป็นอันดับสองรองจากเม็กซิโก
นอกจากนี้ นับจากวันที่ 2 พฤษภาคมเป็นต้นไป ภาษีนำเข้า 54% ยังจะบังคับใช้กับพัสดุที่มีมูลค่าต่ำกว่า 800 ดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ส่งจากจีนและฮ่องกงอีกด้วย เดิม สินค้าเหล่านี้เคยได้รับการยกเว้นภาษี ที่เรียกว่า เด มินิมิส ( de minimis ) ซึ่งหมายความว่า ชาวอเมริกันที่สั่งซื้อสินค้าจากบริษัทที่มีฐานอยู่ในจีน เช่น อาลีเอ็กซ์เพรส เทมู และ ชีอิน อาจต้องควักกระเป๋าจ่ายเพิ่ม 54% แต่หากสินค้าที่ราคาไม่ถึง 800 ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผ่านไปรษณีย์มาตรฐาน จะถูกเก็บภาษีในอัตรา 25 หรือ 30% หรือจ่ายเพิ่มอีกราว 50 ดอลลาร์ต่อพัสดุ 1 ชิ้น เริ่มในเดือนมิถุนายน ตามการอธิบายของ CNN
ในอดีต บริษัทจีนหลายแห่งย้ายฐานการผลิตไปประเทศต่าง ๆ ในเอเชียเพื่อเลี่ยงภาษี ในรัฐบาลทรัมป์สมัยแรก แต่ภาษีตอบโต้ใหม่ที่ประกาศในวันพุธตามเวลาสหรัฐฯ ครอบคลุมแทบทุกประเทศ ในโลก จึงเลี่ยงไม่ได้แล้ว อย่างเวียดนาม ก็จะเจอภาษีสหรัฐฯ 46% และกัมพูชา 49%
ด้านปฏิกิริยาจากภาคธุรกิจสหรัฐฯ สมาคมร้านอาหารแห่งชาติในสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ระบุว่า ภาษีศุลกากรใหม่นี้ จะก่อความเปลี่ยนแปลงและขัดข้อง ในระดับที่ผู้ประกอบการร้านอาหารในสหรัฐฯ จะต้องฝ่าฟันอย่างหนักเพื่อให้ดำเนินกิจการต่อไปได้ ด้าน เจย์ ทิมมอนส์ ประธานสมาคมผู้ผลิตแห่งชาติ กล่าวว่า ผู้ผลิตจำนวนมากในสหรัฐฯ ดำเนินกิจการแบบได้กำไรไม่มากนักอยู่แล้ว ภาษีใหม่ ทำให้เดิมพันสำหรับผู้ผลิตยิ่งสูงอย่างไม่เคยเป็น ต้นทุนสูงจากภาษีศุลกากรใหม่ คุกคามการลงทุน ตำแหน่งงาน ห่วงโซ่การผลิต ตลอดจนความสามารถของอเมริกา ในการแข่งขันกับประเทศอื่น และเป็นผู้นำในฐานะมหาอำนาจด้านการผลิตที่เหนือกว่า
ส่วน นีล แบรดลีย์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายของสภาหอการค้าสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์ก่อนทรัมป์แถลงว่า ภาษีศุลกากรแบบเหวี่ยงแห คือการปรับขึ้นราคาสินค้าสำหรับผู้บริโภคอเมริกัน และกระทบเศรษฐกิจ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาล หันมาพยายามเร่งนโยบายสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจจากนโยบายภาษีปัจจุบันแทนขยายฐานภาษีออกไป ปรับสมดุลด้านกฎระเบียบ และปลดปล่อยพลังงานของชาวอเมริกันอย่างเต็มศักยภาพแทน
ผลวิเคราะห์เมื่อไม่นานมานี้ โดยกลุ่ม บัดเจด แลบ (Budget Lab ) มหาวิทยาลัยเยล ระบุว่า หากขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าแบบเหมารวม ในอัตรา 20% อาจทำให้ค่าครองชีพครัวเรือนอเมริกัน เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยอย่างน้อย 3 พัน 400 ดอลลาร์ (ประมาณ 1 แสน 7 หมื่น 700 บาท) ชาวอเมริกันส่วนใหญ่จะต้องปรับตัวรับค่าครองชีพใหม่อย่างเจ็บปวด
แกรี ชาปีโร ประธานสมาคมเทคโนโลยีผู้บริโภค ( Consumer Technology Association) ระบุในแถลงการณ์ว่า ภาษีศุลกากรตอบโต้เหวี่ยงแหทั่วโลกของประธานาธิบดีทรัมป์ คือการขึ้นภาษีชาวอเมริกันครั้งมโหฬาร ที่จะดันเงินเฟ้อ ทำลายตำแหน่งงาน และอาจเกิดภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ
แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกภาคส่วนจะประณาม มีกลุ่มลอบบี้บางส่วนที่มองแง่ดี เช่น นายสก็อต พอล ประธานพันธมิตรผู้ผลิตอเมริกา มองว่า มาตรการการค้าที่ประกาศในวันนี้ คือให้ความสำคัญกับผู้ผลิตในประเทศและคนงานอเมริกันเป็นอันดับหนึ่ง คนงานชายและหญิงที่ขยันขันแข็ง เห็นการค้าไม่เป็นธรรม บั่นทอนของพวกเขามานานหลายสิบปีแล้ว คนเหล่านี้ควรได้รับโอกาสในการต่อสู้ และเรียกมาตรการภาษีของทรัมป์ ว่าเป็นนโยบายจำเป็นที่มาถูกทางแล้ว