ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ 8 คน ตัดสินด้วยเสียงเป็นเอกฉันท์ ยืนยันให้ถอดถอน ประธานาธิบดียุน ซ็อก ยอล ออกจากตำแหน่งตามมติของรัฐสภา มีผลให้เขาพ้นจากตำแหน่งทันที โดยศาลให้เหตุผลว่า การประกาศกฎอัยการศึกเมื่อ วันที่ 3 ธันวาคม 2567 ขัดรัฐธรรมนูญ เนื่องจากประเทศชาติไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤติร้ายแรง เหตุผลในการประกาศใช้ ไม่มีความชอบธรรม ละเมิดกระบวนการขั้นตอนประกาศกฎอัยการศึกอย่างเป็นทางการ ละเมิดสิทธิของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และละเมิดต่อหน้าที่ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูง บังคับทหารเผชิญหน้าประชาชน
ศาลระบุว่า การกระทำของนายยูน ละเมิดแก่นหลักการแห่งหลักนิติรัฐ และระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น จึงเป็นการบั่นทอนความเป็นระเบียบเรียบร้อยของรัฐธรรมนูญโดยตัวเอง ทั้งยังก่อภัยคุกคามร้ายแรงต่อเสถียรภาพของประเทศ การตัดสินใจส่งทหารพร้อมอาวุธเข้าไปยังรัฐสภา เพื่อขัดขวางส.ส. ไม่ให้เข้าไปลงมติคว่ำกฎอัยการศึก ละเมิดหลักความเป็นกลางทางการเมืองของกองทัพ และหน้าที่ของผู้บัญชาการทหารสูงสุด นายยุนใช้ทหารเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง เป็นเหตุให้ทหารที่มีภารกิจรับใช้ชาติเพื่อความมั่นคง และปกป้องประเทศชาติ ต้องไปเผชิญหน้ากับประชาชน การกระทำผิดกฎหมายและขัดรัฐธรรมนูญของนายยุน คือการทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน และละเมิดกฎหมายอย่างร้ายแรงที่ไม่อาจยอมรับได้ ในแง่ของการปกป้องรัฐธรรมนูญ
สิ้นเสียงคำตัดสิน ผู้ชุมนุมฝ่ายสนับสนุนการถอดถอน พากันส่งเสียงโห่ร้องและลุกขึ้นเต้นรำด้วยความยินดี บางคนดีใจจนร้องไห้ออกมา บรรยากาศตรงกันข้ามกับผู้ชุมนุมฝ่ายสนับสนุนที่หน้าบ้านพักประธานาธิบดียุน ที่พากันส่งเสียงตะโกนและด่าทอ บางคนเสียใจจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่
ตำรวจเกาหลีใต้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย รอบอาคารศาลรัฐธรรมนูญแบบเต็มอัตราศึก รวมถึงประจำหน่วยปฏิบัติการพิเศษ เพื่อป้องกันเหตุรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นไม่ว่าผลจะออกมาในรูปไหนก็ตาม ประชาชนเริ่มไปปักหลักชุมนุมใกล้ศาลฯกลางกรุงโซลตั้งแต่เมื่อคืน สถานทูตหลายแห่ง รวมถึงสถานทูตสหรัฐฯ ฝรั่งเศส รัสเซียและจีน เตือนพลเมืองให้หลีกเลี่ยงจุดรวมตัว ที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินในวันนี้
ยุน ซ็อก ยอล นับเป็นผู้นำเกาหลีใต้คนที่สอง ที่พ้นจากตำแหน่งด้วยกระบวนการถอดถอน ต่อจาก พัค คึน ฮเย ผู้นำหญิงคนแรกของเกาหลีใต้ เมื่อปี 2560
นับจากนี้ไป 60 วัน เกาหลีใต้จะต้องจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ ส่วนอดีตประธานาธิบดี ยุน ซ็อก ยอล ยังต้องไปต่อสู้คดีอาญาอีกหลายข้อหา รวมถึงก่อกบฏ จากปมประกาศกฎอัยการศึก
การรอคอยคำตัดสินชี้ชะตาผู้นำประเทศ 122 วัน เผยให้เห็นความแตกแยกทางการเมืองอย่างร้าวลึกในเกาหลีใต้ ทฤษฎีสมคบคิดแบบจับแพะชนแกะผุดขึ้นมากมาย และการชุมนุมประท้วงอย่างต่อเนื่อง มีผู้สนับสนุนประธานาธิบดียุน อย่างน้อย 2 คน เสียชีวิต หลังจากจุดไฟเผาตัวเองประท้วงกระบวนการถอดถอนผู้นำที่ตัวเองสนับสนุน คนหนึ่งอายุ 70 ปีเศษ อีกคน 50 ปีเศษ และมี ส.ส.ฝ่ายค้านคนหนึ่งโดนปาไข่ใส่หน้า ขณะไปชุมนุมเรียกร้องให้ศาลเดินหน้าถอดถอน
นอกจากนี้ ยังเป็นเวลา 4 เดือนที่เกาหลีใต้อยู่ในภาวะสุญญาอากาศผู้นำ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกิดวิกฤติต่าง ๆ มากมายในประเทศ รวมถึงโศกนากกรรมเครื่องบินเชจู แอร์ กระแทกรันเวย์ไฟไหม้ เสียชีวิตทั้งลำ 181 รายที่เมืองมูอัน ไฟป่าครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์สัปดาห์ที่แล้ว และล่าสุด เผชิญกับการตั้งภาษีนำเข้าสินค้า 25% จากพันธมิต