“ปิยบุตร” บี้หนักก้าวไกล ห้ามยกเก้าอี้ปธ.สภาฯให้เพื่อไทย ชี้จำเป็นสุดคุมเลือกนายกฯ ผลักดันแก้ 112 กม.นิรโทษฯ 3 นิ้ว

"ปิยบุตร" บี้หนักก้าวไกล ห้ามยกเก้าอี้ปธ.สภาฯให้เพื่อไทย ชี้จำเป็นสุดคุมเลือกนายกฯ ผลักดันแก้ 112 กม.นิรโทษฯ 3 นิ้ว

จากกรณีที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Piyabutr Saengkanokkul –ปิยบุตร แสงกนกกุล ระบุว่า สองประเด็นที่ผมไม่เห็นด้วยกับ MOU ของก้าวไกล ว่าเป็นบ่วงรัดคอก้าวไกลในอนาคต และยากที่แก้ 112 แถมยังตัดทิ้งพันธกิจสำคัญ นิรโทษกรรมคดี 3 นิ้วอีกด้วยนั้น

 

 

 

ต่อมานายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้แถลงว่า สำหรับการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกัน (MOU) ของพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 8 พรรค ต้องทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนว่าเรื่องการจัดทำบันทึกความเข้าใจของพรรคร่วม เป็นแค่วาระการทำงานร่วมกันขั้นต่ำ ในส่วนของพรรคก้าวไกล 300 นโยบายที่เคยหาเสียงไว้พรรคจะพยายามผลักดันต่อให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

 

ข่าวที่น่าสนใจ

เมื่อถามว่าถึงการออกมาโพสต์แสดงความเห็นถึง MOU ของนายปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้ช่วยหาเสียงพรรคก้าวไกล ในประเด็นมาตรา 112 และการนิรโทษกรรม นายพิธา กล่าวว่า ก็คงเป็นความกังวลใจของนายปิยบุตร ซึ่งตนก็เข้าใจความกังวลใจนั้น ซึ่งข้อความในเอ็มโอยูก็เป็นข้อความที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ เอ็มโอยูกับรัฐธรรมนูญมันก็ไปในทิศทางเดียวกันตนคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาหรือมีความเข้าใจผิดอะไรกันในภาพรวมนั้น

 

 

ล่าสุดนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Piyabutr Saengkanokkul –ปิยบุตร แสงกนกกุล เคลื่อนไหว ระบุว่า “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” ตำแหน่งที่พรรคก้าวไกลเสียไปไม่ได้เป็นอันขาด ระบุว่า การเมือง คือ ศิลปะของการทำสิ่งที่คนเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ แต่เมื่อดุลกำลังอำนาจยังไม่เพียงพอ การประนีประนอมกันเพื่อรักษาสถานะความเป็นไปได้ของการทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ ก็เป็นเรื่องจำเป็น พรรคก้าวไกลมี ส.ส. 152 คน ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เพียงพรรคเดียว จำเป็นต้องตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคเพื่อไทยซึ่งมี ส.ส.141 คน เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ค่อยปรากฏในแวดวงการเมืองทั้งไทยและต่างประเทศเท่าไรนัก หากพรรคก้าวไกลต้องการเป็นรัฐบาล ก็ต้องมีพรรคเพื่อไทยร่วมด้วยสถานเดียว หากไม่มีพรรคเพื่อไทยร่วมด้วย ก็ไม่มีทางที่พรรคก้าวไกลได้เป็นรัฐบาล

นายปิยบุตร ระบุต่อว่า สองสามวันมานี้ มีข่าวปรากฏออกมาตามสื่อมวลชนว่า พรรคเพื่อไทยขอให้พรรคก้าวไกลปล่อยตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรให้กับ ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย ผมเห็นว่าพรรคก้าวไกลปล่อยตำแหน่งนี้ให้กับพรรคใดๆไม่ได้การเจรจาต่อรองเพื่อกำหนดเนื้อหาใน MOU ได้ผ่านพ้นไปด้วยดี ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าพรรคก้าวไกลได้ถอยในหลายประเด็น จนเหลือแต่ประเด็นที่ทุกพรรคยอมรับได้ และยอมเพิ่มอีกหลายข้อความเพื่อให้ทุกพรรคคลายความกังวลและสบายใจมากขึ้นแล้ว เมื่อถึงคราวจัดสรรกระทรวงให้แต่ละพรรค พรรคก้าวไกลก็คงต้องยินยอม “เฉือน” อีกหลายกระทรวงให้กับพรรคอื่นๆ เพื่อให้การจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ โดยเฉพาะกระทรวงที่สังคมจัดให้เป็นเกรด A โดยพิจารณาจากงบประมาณและโครงการ “เป็นเนื้อเป็นหนัง”

 

 

เมื่อถึงช่วงเขียนนโยบายของรัฐบาลเพื่อแถลงต่อสภา พรรคก้าวไกลก็ต้องประสานเอาความต้องการของทุกพรรคเข้ามาไว้ด้วยกัน สภาพการประนีประนอม การเจรจาต่อรอง ระหว่างพรรคการเมือง และการยอมถอยให้พรรคการเมืองอื่น จะดำเนินเช่นนี้เรื่อยไปตลอดระยะเวลาของรัฐบาล ซึ่งไม่ใช่เรื่องประหลาดในทางการเมือง และเป็นเรื่องปกติในรัฐบาลผสม ปัญหามีอยู่ว่า พรรคก้าวไกลจะต้องถอยจนถึงเมื่อไร ต้องยินยอมถึงขนาดไหน เพื่อให้ทุกพรรคพอใจและตั้งรัฐบาลได้? และไปต่อได้? ผมเห็นว่า การประนีประนอม การเจรจาต่อรองของพรรคก้าวไกล จะต้องไม่ไปถึงขนาดที่ยกตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรให้กับ ส.ส.พรรคอื่น

 

 

 

โดยทั่วไป ประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็มาจาก ส.ส.ของพรรคอันดับที่หนึ่งอยู่แล้ว กรณีสมัยที่แล้ว เป็นข้อยกเว้นอย่างยิ่ง เพราะ จำนวน ส.ส.ซีกรัฐบาลมีมากกว่าอีกฝ่ายไม่กี่เสียง ทำให้พรรคพลังประชารัฐต้องยอมเสียตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรให้พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อแลกกับการสนับสนุนประยุทธ์ ในเมื่อครั้งนี้ ใคร ๆ ต่างก็บอกว่า ประสงค์จะให้การเมืองไทยกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ดังนั้น กฎเกณฑ์ในการเมืองไทยที่ใช้กันในสภาวะปกติ ก็ต้องถูกนำมาปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็น รัฐบาลเสียงข้างมาก รัฐบาลรวมเสียงได้กว่า 300 ก็ถือว่ามากพอแล้ว รวมไปถึง ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องมาจาก ส.ส.ของพรรคอันดับหนึ่ง นอกจากนี้ นโยบายของพรรคก้าวไกลที่ใช้รณรงค์หาเสียงจนได้คะแนนมากกว่า 14 ล้านเสียง หลายเรื่องต้องผลักดันผ่านสภา ต้องตราเป็นพระราชบัญญัติ จึงจำเป็นต้องมี ส.ส.ของพรรคตนเองทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อคุมวาระและญัตติ

 

 

กล่าวจำเพาะกรณีการนิรโทษกรรมในคดีความผิดเกี่ยวกับการแสดงออกทางการเมือง และการแก้ไข ป อาญา มาตรา 112 (ซึ่งทั้งสองประเด็นนี้ไม่อยู่ใน MOU และไม่อยู่ในวาระร่วมหรือนโยบายของรัฐบาลแน่ๆ) พรรคก้าวไกลก็ต้องใช้กลไกสภาในการผลักดัน หากไม่ได้ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรมา ก็อาจประสบปัญหาอุปสรรคได้ มิพักต้องกล่าวถึง พรรคก้าวไกลต้องมีคนของตนเองทำหน้าที่ประธารสภาผู้แทนราษฎร เพื่อคุมเกม ใช้และตีความข้อบังคับการประชุม และกำหนดทิศทางในการประชุมเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย การประนีประนอมและการเจรจาทางการเมือง เป็นเรื่องเข้าใจได้ในการตั้งรัฐบาลผสม แต่การถอยถึงขนาดยอมยกตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรให้พรรคอื่น เป็นเรื่องเข้าใจไม่ได้ หวังว่าพรรคก้าวไกลจะพิจารณาประเด็นนี้ให้ถ้วนถี่

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

"ฉลามเยาวชลเกมส์" ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ หนุนเยาวชนก้าวสู่นักกีฬาอาชีพ
"ผอ.สตง.พะเยา" แจงยิบอาคารไม่ได้ถูกทิ้งร้าง ยันผู้รับเหมาทำงานช้า-สั่งเลิกสัญญา ชี้ไม่เกี่ยวกับบริษัทจีน
"พิชัย" ชี้ผลพวงสหรัฐฯขึ้นภาษีนำเข้า ฉุดดัชนีตลาดหุ้นกระทบไม่มาก ยันไทยไม่มีนโยบายตอบโต้
"สรรเพชญ" ห่วงสหรัฐรีดภาษีซ้ำเติมศก.ไทย จี้รัฐเร่ง 2 มาตรการแก้ปัญหาจริงจัง
กสม. แสดงความเสียใจ เหตุตึกถล่ม ให้กำลังใจทุกฝ่ายค้นหาผู้รอดชีวิต ขอสตง. ให้ความร่วมมือการสอบสวน
“ทนายอ๋อง” ตัวแทนบริษัทฯรับขายฝากสร้อย Bvlgari  แนะ “ดิว อริสรา” คืนเงิน 7 ล้าน แลกจบคดีฉ้อโกง
ตร.เร่งล่าคนร้ายบุกยิงถล่มใกล้ตลาดนัด สมุทรปราการ เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 1 ราย
“นายกฯ” เชื่อมั่นประชุมผู้นำ BIMSTEC กระตุ้นการส่งออกทางทะเล-ขยายตลาดการลงทุน สร้างโอกาสทางศก.
"ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์" จับมือ "แอ็คมี่ วรวัฒน์" ประกาศหนุน ACT(ACET) เต็มตัว
ร้อยเรียงความดีไทย-เมียนมา เครือซีพี เดินหน้าต่อ ส่งทีม ‘ซีพีอาสา’ ลุยเมียนมา มอบวัตถุดิบช่วยผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว

ดู LIVE รายการ

X

เราใช้ คุ้กกี้ เพื่อให้ทุกคนได้ประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น