ก้าวไกลกระอัก “เพื่อไทย” เล่มเกมยื้อแก้รธน.

เจาะลึกรัฐบาลเศรษฐาตั้ง "ภูมิธรรม" แม่ทัพคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ ทำก้าวไกลกระอักเลือดดับฝันแก้รัฐธรรมนูญ ชี้ทุกกระบวนการอาจใช้เวลาลากยาวหลายปี

คำประกาศของคณะรัฐมนตรีที่มีมติแต่งตั้ง “ภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ในฐานะรองนายกฯคนที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบแต่งตั้ง “คณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติ” เพื่อให้ประชาชนทุกภาคส่วนร่วมออกแบบกติกาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นเกมของเพื่อไทยที่อาจทำให้พรรคก้าวไกลกระอักเลือดกับกระดานการเมืองครั้งนี้

สำหรับมติตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ” ที่ออกมาถือเป็นการดับฝันครั้งที่สอง” ของพรรคก้าวไกล หลังจากก่อนหน้านี้ต้องอกหักจากการที่รัฐบาลยืนยันไม่แก้รัฐธรรมนูญในหมวดพระมหากษัตริย์ รวมไปถึงการแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2

 

 

มาในครั้งนี้ก้าวไกล และชาวด้อมส้ม รวมถึงภาคประชาชนใกลุ่มสภาประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ ไอลอว์ต้องฝันสลายเป็นครั้งที่สอง หลังจากก่อนหน้านี้แอบคิดไปไกลว่า ครม.นัดแรกจะมีมติให้รัฐบาลเร่งดำเนินการทำประชามติตามขั้นตอน พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 เพื่อนับหนึ่งสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ต้องมาสะดุดกับเกมเตะถ่วงของรัฐบาลจากการตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางประชามติที่มีนายภูมิธรรมเป็นแม่ทัพใหญ่

ทั้งนี้เมื่อพลิกดูสาระสำคัญที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้แถลงถึงแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้อย่างชัดเจนว่า จะยึดเอาแนวทางของศาลรัฐธรรมนูญเป็นสำคัญ และใช้เวทีรัฐสภาหารือรูปแบบแก้ไขรัฐธรรมนูญ และประชามติ เพื่อให้ประชาชนทุกภาคส่วน ร่วมออกแบบกฎกติกาที่เป็นประชาธิปไตยร่วมกัน”

เมื่อถอดรหัสแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมที่นายกรัฐมนตรีแถลงอาจทำให้เห็นภาพกว้างว่า ทุก ๆ ถ้อยคำเปรียบเสมือนหนามทิ่มแทงเพื่อตอกย้ำให้พรรคก้าวไกลรับรู้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจยังเป็นเรื่องยาวไกล

1.นายเศรษฐาบอกว่า รัฐบาลจะยึดเอาแนวทางของศาลรัฐธรรมนูญเป็นสำคัญ สำหรับกรณีดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีมติเอกฉันท์เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2564 กรณีพิจารณาคำร้องที่รัฐสภาขอให้วินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 256 เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตามที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐและ นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา เสนอญัตติ โดยระบุว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของประชาชน และ รัฐสภามีอำนาจและหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องจัดทำประชามติ 2 ครั้ง ครั้งแรกให้ประชาชนลงมติว่าต้องการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และครั้งที่สองเมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ต้องจัดให้มีการลงประชามติว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ดังนั้นขั้นตอนการทำประชามติฉบับใหม่ถึง 2 ครั้ง คือ 1.ครั้งแรกให้ประชาชนลงมติว่าต้องการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และ2.เมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จต้องจัดให้มีการลงประชามติว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งหากพิจารณาในกระบวนการดังกล่าวเชื่อรัฐบาลต้องใช้เวลาไม่ต่ำว่า 2 ปีจึงจะจบสิ้นทุกกระบวนความ ซึ่งก่อนหน้านี้ “ชูศักดิ์ ศิรินิล” ในฐานะรักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และทีมกฎหมายของพรรคฯ ยังเคยออกมาระบุว่า กระบวนการทำประชามติ และยกร่างรัฐธรรมนูญฉบบัใหม่ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี

 

 

ข่าวที่น่าสนใจ

2.นายกฯบอกว่า ต้องใช้เวทีรัฐสภาหารือรูปแบบแก้ไขรัฐธรรมนูญ และประชามติ เพื่อให้ประชาชนทุกภาคส่วน ร่วมออกแบบกฎกติกาที่เป็นประชาธิปไตยร่วมกัน สำหรับกระบวนการที่รัฐบาลเลือกใช้เวทีรัฐสภาในการหารือแนวทางทำประชามติ และแนวทางจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นถือว่าเป็นหมากการเมืองที่รัฐบาลใช้วิธีโยนปัญหาที่อาจเป็นชนวนขัดแย้งในสังคมต่อกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปให้เวทีรัฐสภาเป็นคนตัดสิน ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการหากันชน เพื่อลดแรงกระแทกการเมืองที่อาจกระทบต่อรัฐบาล

อย่างไรก็ตามการใช้เวทีในสภาฯในเรื่องรัฐธรรมนูญต้องมีความเห็นหลากหลายในหลักการการต่าง ๆ ทั้งบรรดา สส. และสว. ที่มีมุมมองหลากหลายทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งทุกกระบวนการต้องใช้เวลาในการพิจารณาที่ยาวนานเช่นกัน

3. นายกรัฐมนตียืนยันว่า รูปแบบแก้ไขรัฐธรรมนูญ และประชามติประชาชนทุกภาคส่วนต้องร่วมออกแบบกฎกติกาที่เป็นประชาธิปไตยร่วมกัน

สำหรับเรื่องดังกล่าวเป็นที่มาของการที่ครม.มีมติแต่งตั้งแต่งตั้งนายภูมิธรรม เป็นผู้รับผิดชอบต่อการเฟ้นหาคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติ ซึ่งกระบวนการการตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าวเป็นการออกแบบ เพื่อให้ประชาชนทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม

ทั้งนี้เมื่อดูจากคำแถลงของนายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ต้องมีการทำประชามติ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น โดยกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติยึดเอาแนวทางของศาลรัฐธรรมนูญเป็นสำคัญ แต่ขณะนี้ในส่วนของรายละเอียดต่าง ๆ ยังไม่ออกมา ซึ่งเบื้องต้นมีหลักการเพียงว่า ประชาชนมีส่วนร่วม แต่ยังไม่กำหนดการกรอบเวลาของการทำงาน รวมถึงยังไม่กำหนดว่าต้องทำประชามติเมื่อใด แต่จะทำให้เร็วที่สุด

 

ทั้งนี้สำหรับกระบวนการจัดตั้งคณะกรรมการประชามติที่ภาคประชาชนจะมีส่วนร่วมนั้น มีคำถามว่า จะเกิดขึ้นในวันไหน และเป็นไปในลักษณะใด เพราะคำแถลงของนายกฯ และโฆษกรัฐบาลไม่พบรายละเอียดในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด อีกทั้งในคำแถลงกำหนดหลักการเพียงแค่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ส่วนกรอบเวลาของการทำงานยังไม่เป็นที่แน่ชัด และที่สำคัญยังไม่มีการกำหนดว่า ต้องทำประชามติเมื่อใด

จากท่วงท่าของรัฐบาลในการยื้อเวลาการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้นานเท่านาน ทำให้นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลออกมาซัดรัฐบาลว่า การตั้งคณะกรรมการศึกษาอาจมีวัตถุประสงค์แค่ต้องการยื้อเวลา-ย้อนหลักการและยอมต่ออำนาจเดิมเท่านั้น

ทั้งนี้เมื่อมองทุกองคาพยพทั้งหมดในเกมการแก้รัฐธรรมนูญของรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน อาจเป็นการจงใจประวิงเวลาเพื่อให้กระบวนการต่าง ๆ ลากยาวไปอีกหลายปีหรือไม่ เพราะประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นเผือกร้อนในมือที่อาจก่อชนวนความขัดแย้งขึ้นมาได้ทุกเวลา ดังนั้นทุกการขับเคลื่อนจึงเป็นการดับฝันพรรคก้าวไกลไปโดยปริยาย

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

วธ. ชวนประชาชนร่วมงานสัปดาห์วันอนุรักษ์มรดกไทย 2-8 เม.ย.นี้ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ "กรมสมเด็จพระเทพฯ"
“ว้าแดง” ขนยาเย้ยอาฟเตอร์ช็อก! “ทัพเจ้าตาก” ซัดโป้ง ยึด 1.2 ล้านเม็ด
"SEP GROUP" รุกสร้างท่าเทียบเรือแห่งแรก "บางปู" แก้ปัญหาจราจร กระตุ้นท่องเที่ยวทางทะเล
"กทม." แถลงความคืบหน้า อาคาร สตง.ถล่ม ค้นหาผู้สูญหาย 79 ราย เร่งเจาะคอนกรีตลึก 2 เมตร หวังพบผู้ติดค้าง
รวบแล้ว "2 โจ๋" ทดลองทำระเบิด โยนตามถนน เด็ก 9 ขวบเก็บมาเล่น ดับสลด
มาแน่ "กรมอุตุฯ" ประกาศฉบับ 7 เตือน "ภาคใต้" ฝนตกหนักถึงหนักมาก จว.ไหนบ้างเช็กเลย
นักวิเคราะห์ชี้ทรัมป์จ้องเล่นอินโดจีนเพราะสนิทจีน
"กรมศิลปากร" จัดกิจกรรมรณรงค์ดูแลรักษามรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ ณ วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร เนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย
"ก.แรงงาน" จ่อฟ้อง 21 บริษัท เรียกร้องเงินเยียวยา ผู้ประสบเหตุอาคาร สตง.พังถล่ม พร้อมดูแลญาติเหยื่อต่อเนื่อง 10 ปี
"ตร.ไซเบอร์" เปิด 4 ปฏิบัติการ รวบ 7 ผู้ต้องหาแก๊งลวงออนไลน์

ดู LIVE รายการ

X

เราใช้ คุ้กกี้ เพื่อให้ทุกคนได้ประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น